ชื่อออสเตรเลีย มาจากคำใน ภาษาละติน ว่า australis ซึ่งหมายถึงทิศใต้ โดยมีตำนานถึง "ดินแดนทางใต้ที่ไม่รู้จัก (terra australis incognita) ชาวยุโรปเริ่มสำรวจค้นพบออสเตรเลียในพุทธศตวรรษที่ 22 และต่อมาจึงกลายเป็นดินแดนอาณานิคมของบริเตน โดยเริ่มต้นเป็นอาณานิคมนักโทษในนิวเซาท์เวลส์ และจึงมีการตั้งอาณานิคมขึ้นอีกห้าแห่ง อาณานิคมทั้งหกรวมตัวเป็นสหพันธรัฐในปีพ.ศ. 2444 ออสเตรเลียมีชนพื้นเมืองซึ่งอาศัยตั้งแต่ก่อนชาวยุโรปเข้ามา เรียกว่าชาวอะบอริจิน

เป็นเกาะทวีป (Island Continent) อยู่ในซีกโลกใต้ ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก

7,692,000 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 รองจากรัสเซีย แคนาดา จีน สหรัฐอเมริกา และบราซิล

โดยทั่วไปร้อยละ 65 เป็นที่ราบสูง และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งและทุรกันดาร และมีขนาดทะเลทรายรวมกันใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากทะเลทรายสะฮาราในทวีปแอฟริกา ชาวออสเตรเลียเรียกดินแดนที่แห้งแล้งและทุรกันดารนี้ว่า "เอาต์แบ็ก" ประชากรออสเตรเลียส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกหลังเทือกเขาเกรตดิไวดิง ซึ่งแบ่งแยกชายฝั่งตะวันออกกับเขตเอาต์แบ็ก มีแม่น้ำสายสำคัญ ๆ อยู่ทางภูมิภาคตะวันออก ได้แก่ แม่น้ำดาร์ลิง แม่น้ำเมอร์เรย์ ส่วนตอนกลางของประเทศที่เรียกว่า "เขตเซนทรัลโลว์แลนด์" เป็นเขตแห้งแล้งที่สุด แม่น้ำลำธารต่าง ๆ อาจแห้งสนิทเป็นเวลาหลายปี เนื่องจาก ทวีป ออสเตรเลียมีสภาพเป็นเกาะทำให้ มีสิ่งมีชวิตที่แตกต่างจากที่อื่นมาก เนื่องจากว่า ไม่ได้เกิดการอพยพย้ายถิ่น ของสิ่งมีชีวิตบนแผ่นดิน อื่นๆมา ยกตัวอย่างเช่น จิงโจ้ โคอาลาเป็นต้น

ภาคใต้มีสภาพอากาศเย็น ในขณะที่ภาคเหนือมีอากาศร้อนชื้น เดือนร้อนที่สุดคือ มกราคมและกุมภาพันธ์ เดือนหนาวที่สุดคือ กรกฎาคม ฤดูใบไม้ผลิ กันยายน – พฤศจิกายน ฤดูร้อน ธันวาคม – กุมภาพันธ์ ฤดูใบไม้ร่วง มีนาคม – พฤษภาคม ฤดูหนาว มิถุนายน – สิงหาคม

ระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธ์ (Federal Democracy) และเป็นประเทศในเครือจักรภพ

ประมุข สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ (Governor-General) คนปัจจุบันคือ พลตรี ไมเคิล เจฟฟรี (คนที่ 24)

วันที่ 26 มกราคม

กรุงแคนเบอร์รา

เป็นผู้ที่มีเชื้อชาติยุโรป ร้อยละ 92 เอเชียร้อยละ 7 และชนพื้นเมืองอะบอริจินส์ ร้อยละ 1

ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ

คริสต์นิกายโรมันคาธอลิค ร้อยละ 27 คริสต์นิกายแองกลิกัน ร้อยละ 21 คริสต์นิกายอื่น ๆ ร้อยละ 21 พุทธ ร้อยละ 2 มุสลิม ร้อยละ 1.5 อื่นๆ ร้อยละ 1.2 ไม่แจ้งศาสนาตน ร้อยละ 13 และไม่นับถือศาสนาใด ร้อยละ 15 (จากการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2544)

ออสเตรเลียแบ่งออกเป็น 6 รัฐ ได้แก่รัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐควีนส์แลนด์ รัฐเซาท์ออสเตรเลีย รัฐแทสเมเนีย รัฐวิกตอเรีย และรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังมีดินแดนหลักๆบนแผ่นดินใหญ่สองแห่ง ได้แก่ นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี และออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี (เขตเมืองหลวง) และดินแดนเล็กน้อยอื่นๆ โดยส่วนใหญ่แล้ว ดินแดนนั้นมีลักษณะเดียวกับรัฐ แต่รัฐสภากลางสามารถค้านกฎหมายใดก็ได้จากสภาของดินแดนในขณะที่ในระดับรัฐ กฎหมายสหพันธ์จะค้านกับกฎหมายรัฐได้เพียงในบางด้านตามมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญ อำนาจนิติบัญญัติอื่นๆนั้นเป็นของรัฐสภาของแต่ละรัฐ แต่ละรัฐและดินแดนมีสภานิติบัญญัติของตัวเอง โดยในควีนสแลนด์และดินแดนทั้งสองแห่งเป็นลักษณะสภาเดี่ยว ในขณะที่ในรัฐที่เหลือเป็นแบบสภาคู่ สมเด็จพระราชินีมีผู้แทนพระองค์ในแต่ละรัฐ เรียกว่า governor และในนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรี administrator ส่วนในเขตเมืองหลวง ใช้ผู้แทนพระองค์ของเครือรัฐ (governor-general)

ชนพื้นเมืองในออสเตรเลียก่อนการตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรป คือชาวอะบอริจิน และชาวเกาะทอร์เรสสเทรต ซึ่งชนเหล่านี้มีภาษาแตกต่างกันนับร้อยภาษา ประมาณการว่า มีชาวอะบอริจินมากกว่า 780,000 คนอยู่ในออสเตรเลียในปีพ.ศ. 2331 การค้นพบออสเตรเลียของชาวยุโรปครั้งแรกที่มีการบันทึกไว้ เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2149 เป็นเรือของชาวดัตช์ โดยกัปตัน Willem Janszoon ทำแผนที่ชายฝั่งส่วนหนึ่งของออสเตรเลีย ระหว่างปีพ.ศ. 2149 และ 2313 มีเรือของชาวยุโรปประมาณ 54 ลำจากหลายชาติเดินทางมาที่ออสเตรเลีย ซึ่งรู้จักในขณะนั้นว่านิวฮอลแลนด์[4] ในปีพ.ศ. 2313 เจมส์ คุก เดินทางมาสำรวจออสเตรเลียและทำแผนที่ชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย และได้ประกาศให้เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ให้ชื่อว่านิวเซาท์เวลส์ ต่อมาสหราชอาณาจักรใช้ออสเตรเลียเป็นอาณานิคมสำหรับนักโทษ (penal colony) ฝูงเรือแรกเดินทางมาถึงออสเตรเลียที่อ่าวซิดนีย์ในปีพ.ศ. 2330 ในวันที่ 26 มกราคม (ค.ศ. 1788) ซึ่งต่อมาเป็นวันออสเตรเลีย ผู้ตั้งถิ่นฐานยุคแรกส่วนใหญ่เป็นนักโทษและครอบครัวของทหาร โดยมีผู้อพยพเสรีเริ่มเข้ามาในปีพ.ศ. 2336 มีการตั้งถิ่นฐานบนเกาะแทสเมเนีย หรือชื่อในขณะนั้นคือฟานไดเมนส์แลนด์ ในปีพ.ศ. 2346 และตั้งเป็นอาณานิคมแยกอีกแห่งหนึ่งในปีพ.ศ. 2368 สหราชอาณาจักรประกาศสิทธิในฝั่งตะวันตกในปีพ.ศ. 2372 และเริ่มมีการตั้งอาณานิคมแยกขึ้นมาอีกหลายแห่ง ได้แก่เซาท์ออสเตรเลีย วิกตอเรีย และควีนส์แลนด์ โดยแยกออกมาจากนิวเซาท์เวลส์ เซาท์ออสเตรเลียไม่เคยเป็นอาณานิคมนักโทษ ในขณะที่วิกตอเรียและเวสเทิร์นออสเตรเลียยอมรับการขนส่งนักโทษภายหลัง เรือนักโทษลำสุดท้ายมาถึงนิวเซาท์เวลส์ในปีพ.ศ. 2391 หลังจากการรณรงค์ยกเลิกโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานการขนส่งนักโทษยุติอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ. 2396 ในนิวเซาท์เวลส์และแทสเมเนีย และปีพ.ศ. 2411 ในเวสเทิร์นออสเตรเลีย

ปีพ.ศ. 2394 เอดเวิร์ด ฮาร์กรีฟส์ ค้นพบสายแร่ทอง ในที่ๆเขาตั้งชื่อว่าโอฟีร์ (Ophir) ในนิวเซาท์เวลส์ ทำให้เกิดยุคตื่นทอง นำคนจำนวนมากเดินทางมาออสเตรเลีย[8] ในปีพ.ศ. 2444 หกอาณานิคมในออสเตรเลียรวมตัวกันเป็นสหพันธรัฐ ในชื่อเครือรัฐออสเตรเลีย (Commonwealth of Australia) ประกอบด้วยรัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐวิกตอเรีย รัฐควีนส์แลนด์ รัฐเซาท์ออสเตรเลีย รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และรัฐแทสเมเนีย รวมหกรัฐเข้าอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญหนึ่งเดียว เฟเดอรัลแคพิทัลเทร์ริทอรีก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2454 เป็นเมืองหลวงของสหพันธรัฐ จากส่วนหนึ่งของรัฐนิวเซาท์เวลส์ บริเวณแยส-แคนเบอร์รา และเริ่มดำเนินงานรัฐสภาในแคนเบอร์ราในปีพ.ศ. 2470 ในปีพ.ศ. 2454 นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี แยกตัวออกมาจากเซาท์ออสเตรเลีย และเข้าเป็นดินแดนในกำกับของสหพันธ์ ออสเตรเลียสมัครใจเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยมีอาสาสมัครเข้าร่วมถึง 60,000 คนจากประชากรชายน้อยกว่าสามล้านคน

ออสเตรเลียประกาศใช้บทกฎหมายเวสต์มินสเตอร์ คริสต์ศักราช 1931 (พ.ศ. 2474) ในปีพ.ศ. 2485 โดยมีผลบังคับใช้ย้อนไปตั้งแต่ 3 กันยายน พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นการยุติบทบาทนิติบัญญัติของสหราชอาณาจักรในออสเตรเลียเกือบทั้งหมด ในสงครามโลกครั้งที่สอง ออสเตรเลียประกาศสงครามกับเยอรมนีพร้อมกับสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส หลังจากเยอรมนีบุกโปแลนด์ ออสเตรเลียส่งทหารเข้าร่วมสมรภูมิในยุโรป เมดิเตอร์เรเนียน และแอฟริกาเหนือ แผ่นดินออสเตรเลียโดนโจมตีโดยตรงครั้งแรกจากการเข้าตีโฉบฉวยทางอากาศของญี่ปุ่นที่ดาร์วิน ออสเตรเลียยุตินโยบายออสเตรเลียขาว โดยดำเนินการขั้นสุดท้ายในปีพ.ศ. 2516 พระราชบัญญัติออสเตรเลีย คริสต์ศักราช 1986 (พ.ศ. 2529) ยกเลิกบทบาทของสหราชอาณาจักรในอำนาจนิติบัญญัติและตุลาการของออสเตรเลียโดยสิ้นเชิง ในปีพ.ศ. 2542 ออสเตรเลียจัดการลงประชามติ ว่าจะให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีแต่งตั้งจากรัฐสภาหรือไม่ ซึ่งคะแนนเสียงเกือบ 55% ลงคะแนนปฏิเสธ

ออสเตรเลียมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีรูปแบบรัฐบาลเป็นสหพันธรัฐ และระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ประมุขแห่งรัฐของออสเตรเลียคือสมเด็จพระราชินีนาถแห่งออสเตรเลีย ซึ่งพระองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 พระอิสริยยศในออสเตรเลียคือ Elizabeth the Second, by the Grace of God Queen of Australia and Her other Realms and Territories, Head of the Commonwealth

ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (อังกฤษ: governor-general) เป็นผู้แทนพระองค์ในออสเตรเลียของพระประมุขซึ่งประทับอยู่ในสหราชอาณาจักร รัฐธรรมนูญของออสเตรเลียระบุว่า "อำนาจบริหารเป็นของสมเด็จพระราชินี และทรงใช้อำนาจนั้นผ่านผู้สำเร็จราชการในฐานะผู้แทนพระองค์ของสมเด็จพระราชินี อำนาจของผู้สำเร็จราชการนั้นรวมถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีและผู้พิพากษา การยุบสภา และการลงนามบังคับใช้กฎหมาย ผู้สำเร็จราชการคนปัจจุบันคือพลตรีไมเคิล เจฟเฟอรี ผู้สำเร็จราชการยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย ในทางธรรมเนียมปฏิบัตินั้น ผู้สำเร็จราชการจะใช้อำนาจตามคำแนะนำของรัฐมนตรีสภาบริหารสหพันธรัฐ (อังกฤษ: Federal Executive Council) เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ผู้สำเร็จราชการ โดยมีผู้สำเร็จราชการเป็นประธานการประชุม และรัฐมนตรีทุกคนมีสมาชิกภาพตลอดชีพ แต่ในทางปฏิบัติจะเรียกประชุมเฉพาะรัฐมนตรีคณะปัจจุบัน รัฐบาลจะมาจากพรรคที่ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

ออสเตรเลียมีรัฐสภาเก้าแห่ง หนึ่งสภาของสหพันธ์ หกสภาของแต่ละรัฐ และสองสภาของแต่ละดินแดน รัฐสภาของสหพันธ์ ใช้ระบบสภาคู่ ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร (House of Representative) และวุฒิสภา (Senate) สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 150 คน มาจากการเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็นเขตเลือกตั้ง มีผู้แทนเขตละหนึ่งคน วุฒิสภามีสมาชิก 76 คน มาจากแต่ละรัฐ รัฐละ 12 คน และจากดินแดน (เขตเมืองหลวงและนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี) ละสองคน ทั้งสองสภาจัดการเลือกตั้งทุกสามปี สมาชิกวุฒิสภามีวาระ 6 ปี โดยการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด

ออสเตรเลียมีพรรคการเมืองหลักสามพรรค ได้แก่พรรคแรงงานออสเตรเลีย พรรคเสรีนิยม และพรรคชาติ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2465 รัฐบาลของสหพันธ์มาจากพรรคแรงงานหรือเป็นรัฐบาลผสมของพรรคเสรีนิยมและพรรคชาติ ปัจจุบันนายกรัฐมนตรีเควิน รัดด์ มาจากพรรคแรงงาน พรรคอื่นๆที่มีบทบาทได้แก่ออสเตรเลียนเดโมแครต และออสเตรเลียนกรีนส์ โดยมักได้ที่นั่งในวุฒิสภา

ประเทศออสเตรเลียมีประชากรประมาณ 21 ล้านคน ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากชาวยุโรปที่มาตั้งรกรากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปีพ.ศ. 2543 มีผู้อพยพใหม่เข้ามาถึง 5.9 ล้านคนทำให้ประชากรเกือบสองในเจ็ดของออสเตรเลียเกิดในต่างประเทศ หลังจากการเลิกนโยบายออสเตรเลียขาวในปีพ.ศ. 2516 รัฐบาลออสเตรเลียได้พยายามส่งเสริมความสามัคคีระหว่างเชื้อสายต่าง ๆบนพื้นฐานของพหุวัฒนธรรมในช่วงปีพ.ศ. 2548 ถึง 2549 มีผู้อพยพเข้ามากกว่า 131,000 คน ส่วนใหญ่มาจากทวีปเอเชียและโอเชียเนีย

ประชากรพื้นเมืองของออสเตรเลีย ได้แก่ชาวอะบอริจินบนแผ่นดินหลักและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรสซึ่งมีทั้งหมด 410,003 คนในปีพ.ศ. 2544 (ร้อยละ 2.2 ของประชากร)

ออสเตรเลียไม่มีศาสนาประจำชาติ จากการสำรวจสำมะโนครัวในปีพ.ศ. 2549 ประชากรประมาณ 12.6 ล้านคน (64%) ประกาศตัวเป็นคริสเตียน ในจำนวนนี้ 5.1 ล้านคน (26%) เป็นโรมันคาทอลิก และ 3.7 ล้านคน (19%) เป็นแองกลิกัน ประชากร 3.7 ล้านคนถูกจัดอยู่ในกลุ่มไม่นับถือศาสนา ซึ่งรวมถึงแนวความเชื่อแบบมนุษยนิยม อเทวนิยม agnosticism (ลัทธิไม่เชื่อศาสนา) และ rationalism (ลัทธิถือเหตุผล) ประชากรเกือบหนึ่งล้านคน (5%) นับถือศาสนาอื่นๆ รวมถึงพุทธศาสนา ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู และศาสนาเชน อย่างไรก็ตาม มีประชากรเพียง 1.5 ล้านคน (7.5%) ที่เข้าโบสถ์เป็นประจำทุกสัปดาห์

วัฒนธรรมของออสเตรเลียมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะแบบอังกฤษหรือแองโกล-เคลติก แต่ก็ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งพัฒนามาจากสภาพแวดล้อมและชนพื้นเมือง ในระยะหลัง วัฒนธรรมของออสเตรเลียยังได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอเมริกัน

ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD)

ห้ามนำอาหารทุกชนิดเข้าประเทศออสเตรเลีย

 

ถ่านหิน แร่เหล็ก ทองคำ น้ำมันดิบ แร่อะลูมิเนียม

 

ชิ้นส่วน/อุปกรณ์รถยนต์ น้ำมันดิบ น้ำมันกลั่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยา (ปี 2550)

 

ชาวออสเตรเลียชอบการช้อปปิ้ง ตั้งแต่ร้านเสื้อผ้านำแฟชั่นไปจนถึงห้างขายของมือสอง ในขณะที่มีร้านค้าขนาดเล็กอีกมากมายที่เน้นการขายปลีกสินค้าเฉพาะทาง อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลูกเองในบ้าน โบราณวัตถุ งานศิลปะ และงานฝีมือ เมืองใหญ่ของออสเตรเลียล้วนมีย่านช้อปปิ้ง (และร้านอาหาร) ที่น่าสนใจและตั้งอยู่ในหลายๆ ที่ตั้ง โดยเฉพาะในเขตชานเมืองชั้นใน สถานที่ที่ไม่ควรพลาดได้แก่ Brunswick Street ที่เขต Fitzroy (เมลเบิร์น) ถนน Oxford Street เขต Paddington (ซิดนีย์) สี่แยกถนน Ann และ Brunswick Streets intersection เขต Fortitude Valley (บริสเบน) และถนน Oxford Street เขต Leederville (เพิร์ท)

ตลาด ยังเป็นสถานที่ชั้นยอดสำหรับการช้อปปิ้ง โดยเฉพาะคนชอบซื้อของถูก เกือบทุกเมืองมีตลาดนัดถาวรอย่างน้อยหนึ่งแห่ง เช่นตลาด Salamanca Market ของเมืองโฮบาร์ท เมลเบิร์นและซิดนีย์ก็มีอยู่สองแห่ง – ลองแวะเยี่ยมตลาด Queen Victoria Market ในเมืองเมลเบิร์น หรือตลาด Paddington Market ที่ซิดนีย์ หรือจะแวะตลาดอื่นๆ ที่อยู่ชายฝั่งทางเหนือของรัฐนิวเซาท์เวลส์ อย่างเช่นตลาดที่เมือง Nimbin ก็เป็นที่น่าสนใจเช่นกัน

- งานศิลปะ
หรือสิ่งประดิษฐ์ของชาวอะบอริจิ้นเหมาะที่จะเป็นของที่ระลึกจากออสเตรเลีย เมื่อท่านซื้อสินค้าของแท้ก็เท่ากับว่า ท่านสนับสนุนวัฒนธรรมอะบอริจิ้นและยังช่วยสร้างความเชี่ยวชาญและการออกแบบทั้งสมัยเก่าและสมัยนิยม ทั้งยังคงสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมให้แก่ชาวอะบอริจิ้นและชุมชนของพวกเขาอีกด้วย วิธีการซื้อสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดก็คือ การซื้อโดยตรงจากชุมชนที่มีศูนย์ศิลปหัตถกรรม หรือซื้อจากหอศิลป์และร้านที่ชุมชนชาวอะบอริจิ้นเป็นเจ้าของดำเนินงาน หรือให้การสนับสนุน ของที่ระลึกชั้นยอดอีกอย่างหนึ่งก็คือเมล็ดของพืชพันธุ์ตามพื้นเมือง – ลองปลูกต้น kangaroo paw หรืออุ้งตีนจิงโจ้ที่บ้านท่านดู (กรุณาตรวจสอบระเบียบการนำเข้าของด่านกักกันพืชในประเทศของท่าน) หรือท่านอาจต้องการลองไวน์ออสเตรเลียชั้นดีซักขวด น้ำผึ้ง หรือถั่วแมคคาดาเมียแสนอร่อยดูด้วยก็ได

- แฟชั่นคอลเลคชั่น
ของออสเตรเลียสมัยใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมได้แก่ยี่ห้อยอดนิยมเช่น Collette Dinnigan, Ty & Melita, Morrissey, Sass & Bide, Tsubi และ Akira Isogawa หากต้องการรูปแบบชนบท ท่านอาจลองเสื้อคลุมกันน้ำ Driza-Bone หมวกคาวบอย Akubra กางเกงหนัง และรองเท้าบู้ท Blundstone ส่วนเสื้อผ้ายี่ห้อ RM Williams มีชื่อเสียงในเรื่องเสื้อผ้าแนวคาวบอยผู้เลี้ยงปศุสัตว์ นอกจากนี้ยังมีเครื่องแต่งกายแบบนักเล่นวินเซิร์ฟอย่างเช่นยี่ห้อ Rip Curl, Quiksilver, Mambo และ Billabong ก็เป็นที่น่าจับจ่ายไว้เป็นเจ้าของอีกด้วย

- ขนแกะ
ออสเตรเลียเป็นแหล่งเลี้ยงแกะเพื่อตัดขนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ดังนั้นจึงมีขนแกะหลายรูปแบบให้เลือกไม่ว่าจะเป็นขนแกะทั้งผืนจนไปถึงขนาดเท่าจานรองแก้ว

- น้ำผึ้งและนมผึ้ง
เป็นสินค้าที่มีขายมากในออสเตรเลียโดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวทั่วไปมีทั้งน้ำผึ้งสด น้ำผึ้งปั่น และนมผึ้งซึ้งแปรรูปเป็นครีม เป็นเครื่องสำอางหลายรูปแบบ

- ผลไม้ ผลไม้หลาย ๆ
ชนิดของออสเตรเลีย เมื่อตรงฤดูกาลจะมีราคาถูกมาก เช่น องุ่นดำ องุ่นไม่มีเม็ด เชอรี่ ลูกพลับ

- ไวน์
ไวน์ของออสเตรเลียมีชื่อมากในระยะหลัง และเป็นที่นิยมไม่แพ้ไวน์จากยุโรป แต่ราคาไม่สูงจนเกินไปปละดื่มได้เรื่อย ๆ โดยเฉพาะไวน์ที่รับประทานกับอาหาร

- ของที่ระลึก
ออสเตรเลียเป็นเจ้าแห่งของที่ระลึกก็ว่าได้ เพราะสามารถทำของที่ระลึกที่น่ารักออกมาจำหน่ายหลายรูปแบบ เช่น หมีเคาล่า จิงโจ้ แกะ ศิลปะอะบอริจินิส ฯลฯ สินค้าที่พบเห็นได้ทั่วไป คือ ตุ๊กตา เสื้อยืดพิมพ์ลาย บูมเมอแรง ซึ่งมีทั้งในรูปของที่ระลึกและที่ขว้างได้จริง พวงกุญแจ แม่เหล็กติดตู้เย็น ฯลฯ อย่าแปลกใจถ้าพบของที่ระลึกทำในฮ่องกง จีน หรือ เกาหลี ส่วนของที่ทำในออสเตรเลียจะมีราคาสูงและเป็นของแพงมาก เช่น หมวกปีก ซึ่งผู้ชายออสเตรเลียชอบสวมกัน (ยี่ห้อที่มีชื่อและแพงที่สุดคือ Akubra)

- อัญมณี โอปอล (Opal)
ได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีประจำชาติของออสเตรเลีย เป็นที่นิยมมากที่สุดในหมู่นักช้อปปิ้ง ว่ามาออสเตรเลียแล้วจะต้องได้โอปอลติดมือกลับไปสักเม็ด 2 เม็ด ร้านขายอัญมณีตามเมืองใหญ่ต่าง ๆ จะมีโอปอลขาย ทั้งในรูปแบบเม็ดร่วง เป็นเครื่องประดับควรเลือกดูร้านที่น่าเชื่อถือมีใบรับประกันเพราะโอปอลเป็นสิ่งที่ทำปลอมได้ง่าย

โอปอลเป็นอัญมณีที่ค่อนข้างเปราะและต้องการเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ

อะมีทิส เป็นพลอยสีม่วงใส มีมากในออสเตรเลียเช่นกัน

หยก หยกออสเตรเลียจะเป็นสีเขียวอ่อนถึงขาวนุ่นนิยมนำมาทำเครื่องประดับในแบบจีน ให้ลูกค้าเชื้อสายจีนซื้อหา

บุษราคัมสีน้ำเงิน บุษราคัมของออสเตรเลียจะมีสีฟ้าอ่อนใสสวยงาม

ทอง ออสเตรเลียเป็นแหล่งทองคำที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก แต่ปัจจุบันไม่มีชื่อเสียงมากนัก นิยมนำเศษทองมาทำเป็นเครื่องประดับ
ไข่มุกทะเลใต้ ออสเตรเลียเป็นแหล่งจำหน่ายไข่มุกทะเลใต้ (South Sea Pearl) ที่สำคัญแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของประเทศ

 

เร็วกว่าเวลามาตรฐาน กรีนิช 10 ชม. (New South Wales, Tasmania, Victoria, Queensland และ Australian Capital Territory) 9.5 ชม. (Northern Territory และ South Australia) และ 8 ชม. (Western Australia) เวลากรุงแคนเบอร์ราเร็วกว่ากรุงเทพฯ 3 ชม.
เขตแบ่งเวลาในออสเตรเลีย
เวลามาตรฐานตะวันออกของออสเตรเลีย (AEST) : เวลากรีนิชลบ 10 ชั่วโมง
- มณฑลนครหลวงออสเตรเลีย รัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐควีนส์แลนด์ รัฐแทนเมเนีย รัฐวิคตอเรีย
เวลามาตรฐานส่วนกลาง (CST) : AEST ลบ 30 นาที
- รัฐเซาท์ออสเตรเลีย เขตปกครองตนเองนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี
เวลามาตรฐานตะวันตก (WST) : AEST ลบ 2 ชั่วโมง
- รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย
เวลาชดเชยชั่วโมงกลางวันของออสเตรเลีย (ADST) ปลายเดือนตุลาคม – ปลายเดือนมีนาคม : AEST บวก 1 ชั่วโมง
- มณฑลนครหลวงออสเตรเลีย รัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐเซาท์ออสเตรเลีย รัฐแทนเมเนีย รัฐวิคตอเรีย

กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศออสเตรเลีย คือ 240/250 โวลต์/50 HZ ปลั๊กที่ใช้จะเป็นปลั๊กสามขา แบบแบน

น้ำประปาสะอาดสามารถดื่มได้

โทรศัพท์กลับประเทศไทย 00 + 66 (รหัสประเทศ) + 2 (โดยไม่ต้องกดเลข 0 กรณีจังหวัดชลบุรีกด 38 แทน 2,หรือกรณีเป็นโทรศัพท์มือถือ กด 81,89 แล้วแต่หมายเลขโทรศัพท์) + หมายเลขโทรศัพท์

เมืองใหญ่ของออสเตรเลียมีระบบการขนส่งสาธารณะ (และของเอกชน) ที่ยอดเยี่ยมมาก ซึ่งทำให้การเดินทางไปมาได้อย่างสะดวก ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดของวิธีการเดินทางภายในเมืองหลวงของรัฐต่างๆ ที่สะดวกที่สุด
ซิดนีย์
รถเมล์โดยสาร – เครือข่ายรถเมล์โดยสาร หรือรถบัสของซิดนีย์ครอบคลุมเกือบทั่วทุกชานเมือง ค่าโดยสารจะคิดตาม “ช่วง” ที่ท่านเดินทางผ่าน คร่าวๆก็คือ การเดินทางระยะสั้นจะเสียค่ารถ $1.60 ส่วนค่าโดยสารในเขตชานเมืองชั้นในจะเท่ากับ $2.70
เรือข้ามฟาก – การนั่งเรือข้ามฟากของซิดนีย์คือวิธีการเดินทางรอบอ่าวที่สนุกที่สุด เรือข้ามฟากมีสามแบบคือ เรือข้ามฟาก STA ธรรมดา เรือด่วน JetCats ที่ไปเมือง Manly ($7.90) และเรือ RiverCats ที่ตัดผ่านแม่น้ำพารามัตตาสู่ย่านพารามัตตา ($7.40) เรือทุกลำจะออกท่าเรือที่ท่า Circular Quay
รถรางเมโทรไลท์เรล (MLR) และโมโนเรล – รถรางเหล่านี้เป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกในแถบใจกลางเมือง รถรางโมโนเรลจะวิ่งรอบ Darling Harbour และเชื่อมต่อกับใจกลางเมือง รถ MLR จะวิ่งตลอด 24 ชั่วโมงเชื่อมระหว่างสถานี Central Station กับ Pyrmont โดยวิ่งผ่าน Darling Harbour และ Chinatown
รถไฟ – ซิดนีย์มีเครือข่ายรถไฟสู่ชานเมืองที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวางและทั่วถึงและมีขบวนรถไฟที่ออกบ่อย ทำให้การเดินทางโดยรถไฟรวดเร็วกว่ารถเมล์โดยสาร รถไฟเริ่มให้บริการราวตี 5 จนถึงเที่ยงคืน
เมลเบิร์น
ท่านสามารถดูตารางเวลา แผนที่ และอัตราค่าโดยสารของรถเมล์ รถไฟ และรถรางได้โดยโทรสอบถามศูนย์ข้อมูล Met หรือ Met Information Centre ได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 13 16 38 หรือแวะชมที่เว็บไซต์www.metlinkmelbourne.com.au ท่านสามารถใช้บัตร Metcards กับบริการรถเมล์ รถไฟ และรถรางในเมืองเมลเบิร์นได้ทุกประเภท และใช้เปลี่ยนสายต่อรถข้ามระบบได้ทุกสาย
จักรยาน – เมลเบิร์นเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการปั่นจักรยานที่สุดเมืองหนึ่ง เพราะในตัวเมือง ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบและมีเส้นทางจักรยานที่จัดไว้เป็นอย่างดีทั่วตัวเมือง เส้นทางจักรยานที่ดีที่สุดสองเส้น ได้แก่เส้นเลียบชายฝั่ง Port Phillip Bay จากตัวเมือง Melbourne ไปถึงเมือง Brighton และเส้นที่สอง วิ่งออกจากตัวเมือง เลาะไปตามแม่น้ำ Yarra โดยมีความยาวถึง 20 กม.
รถเมล์โดยสาร – โดยปกติแล้วรถเมล์โดยสาร จะเชื่อมต่อกับปลายทางรถไฟ หรือวิ่งไปสถานที่สำคัญอย่างเช่น โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ศูนย์การค้าชานเมือง และชานเมืองรอบนอก ที่การขนส่งอย่างอื่นยังเข้าไม่ถึง
รถไฟ – รถไฟชานเมืองจะมีความเร็วสูงกว่ารถรางหรือรถเมล์โดยสาร แต่จะวิ่งไปถึงชานเมืองชั้นในเพียงไม่กี่จุด สถานีชานเมืองหลักก็คือสถานี Flinders St ในระหว่างสัปดาห์ รถไฟจะวิ่งตั้งแต่ตี 5 ถึงเที่ยงคืน
รถราง – รถรางของเมืองเมลเบิร์นวิ่งผ่านตัวเมืองและชานเมืองชั้นใน ป้ายรถรางจะเรียงลำดับตัวเลขโดยเริ่มจากใจกลางเมือง นอกจากนี้ยังมีบริการ “รถรางเบา” ในชานเมืองบางแห่ง เช่นสาย St Kilda ที่วิ่งบนทางรถไฟเก่า ท่านควรระมัดระวังเวลาขึ้นและลงจากรถราง ตามกฎหมายแล้ว รถยนต์จะต้องหยุดเวลาที่รถรางหยุดจอดรับส่งผู้โดยสาร แต่บางครั้ง ก็มีคนขับรถยนต์ที่ไม่ปฏิบัติตามเช่นนั้น
บริสเบน
บริสเบนมีเครือข่ายระบบการขนส่งสาธารณะคุณภาพระดับโลก ท่านสามารถสอบถามเส้นทางและการเชื่อมต่อของรถเมล์โดยสาร รถไฟ และเรือข้ามฟากได้จากบริการข้อมูล Trans-Info Service ที่หมายเลขโทรศัพท์ 13 12 30 หรือแวะชมที่เว็บไซต์ www.transinfo.qld.gov.au/
เรือ – เรือเร็ว CityCat สีฟ้าของเมืองบริสเบนออกวิ่งทุกๆ 20 ถึง 30 นาที ระหว่างเวลา 5.50 ถึง 22.30 น. โดยวิ่งไปและกลับจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ทางตะวันตกเฉียงใต้ ไปสิ้นสุดที่ท่าเรือ Bretts Wharf ทางตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังมีเรือข้ามฟาก Inner City Ferries ที่วิ่งซิกแซ็กข้ามแม่น้ำไปและกลับระหว่างท่าเรือ North Quay ที่อยู่ใกล้กับสะพาน Victoria Bridge กับสวนสาธารณะ Mowbray Park
รถเมล์โดยสาร – The Loop เป็นบริการรถเมล์ฟรีที่วิ่งรอบบริเวณตัวเมือง ซึ่งออกทุกๆ 10 นาทีในวันธรรมดาระหว่าง 7.00 ถึง 18.00 น. ส่วนรถเมล์สายอื่นๆ จะออกวิ่งทุกๆ 10 ถึง 20 นาทีในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 5.00 ถึง 18.00 น. และออกวิ่งที่ความถี่นี้ในช่วงเช้าวันเสาร์ (เริ่มวิ่ง 6.00 น.) รถจะออกวิ่งด้วยความถี่ที่น้อยกว่าในช่วงเวลาอื่นๆ และจะหยุดวิ่งเวลา 19.00 น. ในวันอาทิตย์ และวิ่งจนถึงเที่ยงคืนในวันอื่นๆ
รถไฟ – เครือข่ายรถไฟด่วน Citytrain มี 7 สาย โดยจะวิ่งไปไกลถึง Gympie North ทางทิศเหนือ (ชายฝั่งซันไชน์โคสท์) และวิ่งไป Nerang และ Robina ทางทิศใต้ (ชายฝั่งโกลด์โคสท์) รถไฟทุกสายวิ่งผ่านสถานี Roma Street สถานี Central และ สถานี Brunswick Street
เพิร์ท
Transperth เป็นผู้ให้บริการรถเมล์โดยสารสาธารณะ รถไฟ และเรือข้ามฟากของเมือง ท่านสามารถใช้บริการขนส่งได้ทุกรูปแบบด้วยตั๋วเพียงใบเดียว
เรือ – เรือข้ามฟากจะออกทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงหนึ่งทุ่มทุกวัน โดยวิ่งจากท่าเรือ Barrack Street Jetty ไปจนถึงสวนสัตว์
รถเมล์ – ท่านสามารถใช้บริการรถเมล์ CAT ฟรี เพื่อนั่งไปจุดชมเมืองได้เกือบครบทุกแห่งในเขตเมืองชั้นในได้จากศูนย์กลางเมือง ซึ่งเริ่มวิ่งตั้งแต่ 6.50 น. จนถึง 18.20 น. ในวันธรรมดา ในวันสุดสัปดาห์รถจะออกถี่น้อยกว่า สำหรับรถเมล์ธรรมดา ค่าโดยสารระยะสั้นภายในโซนเดียวกันคือ $3.00 สองโซนเท่ากับ $3.20 และสามโซนเท่ากับ $5.00 โซน 1 จะครอบคลุมเขตพื้นที่ชานเมืองชั้นใน (รวมเขต Subiaco และ Claremont) ด้วย ส่วนโซน 2 จะครอบคลุมเขตทางฝั่งตะวันตกทั้งหมดไปจนถึง Fremantle
รถไฟ – Transperth ยังให้บริการรถไฟชานเมือง Fastrak โดยวิ่งผ่านย่าน Armadale ย่าน Fremantle และย่าน Midland อีกทั้งเขตชานเมืองทางเหนือของย่าน Joondalup อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีรถไฟให้บริการฟรี (ในเขต free transit zone) โดยวิ่งระหว่างสถานี Claisebrook และสถานี City West รถไฟท้องถิ่นทุกสายเริ่มออกวิ่งจากสถานีรถไฟ Perth ที่ถนน Wellington St.
แอดดิเลด
รถเมล์โดยสาร – สาย Bee Line (หมายเลข 99B) วิ่งวนจากสถานีรถราง Glenelg ที่จตุรัส Victoria Square ไปจนถึงวิทยาเขต City West ของมหาวิทยาลัย University of South Australia ส่วนสาย City Loop (หมายเลข 99C) จะวิ่งตามและทวนเข็มนาฬิกา รอบศูนย์กลางเมือง โดยวิ่งจากสถานีรถไฟและผ่าน Central Market ที่อยู่ระหว่างทาง รถเมล์ทั้งสองสายนี้ให้บริการฟรี รถไฟ – รถไฟชานเมืองจะออกจากสถานีชุมสาย Adelaide Railway Terminal ที่ตั้งอยู่ข้างคาสิโน
ดาร์วิน
รถบัส – Darwinbus (ชุมทาง City Bus Interchange บนถนน Harry Chan Ave) ให้บริการอย่างครบถ้วนจากอู่เล็กๆ รถมินิบัส “Tour Tub” พาท่านวิ่งเที่ยวชมเมืองดาร์วินตลอดทั้งวัน และท่านสามารถขึ้นและลงได้ตลอดเส้นทาง
แท็กซี่ – เช่นเดียวกับบริการแท็กซี่ตามปกติ เมืองดาร์วินมีบริการแท็กซี่บัสสองสาย ได้แก่สาย Arafura Shuttle และ Unique Minibus ซึ่งจะพาท่านไปถึงทุกที่ในแถบตัวเมืองชั้นในด้วยราคาเพียง $3.00 ($5.00 สำหรับสองท่าน) และที่อื่นๆ อย่างเช่น Fannie Bay และ East Point ในราคาคงที่
โฮบาร์ท
รถเมล์โดยสาร – บริษัท Metro ให้บริการเครือข่ายรถเมล์โดยสารในท้องถิ่น ที่สำนักงานใหญ่กรมไปรษณีย์ มุมถนน Elizabeth และ Macquarie มีโต๊ะแจกตารางเวลาอยู่ด้านใน ค่าโดยสารเที่ยวเดียวขึ้นอยู่กับระยะทางที่เดินทาง (ตั้งแต่ $1.50 จนถึง $3.40) ด้วยเงินเพียง $3.90 ท่านสามารถซื้อตั๋ว Day Rover ที่เดินทางได้อย่างไม่จำกัดภายในวันที่ซื้อตั๋ว ซึ่งท่านสามารถใช้ได้จากเวลา 9.00 น. วันจันทร์ถึงวันศุกร์ และทุกเวลาในวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ
แคนเบอร์ร่า
รถเมล์โดยสาร – ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะของเมืองแคนเบอร์ร่าคือ ACT Internal Omnibus Network (ACTION) ชุมทางหลักของสายรถเมล์ที่ Civic Bus Interchange นั้นอยู่ตามถนน Alinga Street ถนน East Row และ ถนน Mort Street ในศูนย์กลางเมือง แวะเยี่ยมซุ้มให้ข้อมูล (East Row) หรือเว็บไซต์เพื่อรับแผนที่และตารางเวลาเดินรถได้ฟรี สอบถามรายละเอียดได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 13 17 10 หรือแวะชมได้ที่เว็บไซต์ www.action.act.gov.au ท่านสามารถใช้บริการทัวร์ Canberra Day Tours ซึ่งจะพาท่านชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ หลายแห่งโดยที่ท่านสามารถขึ้นลงรถที่ป้ายใดก็ได้ ตั๋วนี้ใช้ได้ 24 ชั่วโมง ($35.00 สำหรับผู้ใหญ่) สอบถามรายละเอียดได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 0418 455 099 หรือแวะชมได้ที่เว็บไซต์ www.canberradaytours.com.au

1.
หนังสือเดินทางที่มีอายุใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน(PDF รายละเอียดแบบฟอร์มการขอวีซ่า)
2.
รูปถ่าย 2 - 2.5 นิ้ว จำนวน 2 รูป
3.
การเงิน (สำเนาสมุดเงินฝาก ออมทรัพย์ หรือ ประจำ ตั้งแต่หน้าแรก ถึงหน้าปัจจุบัน ไม่น้อยกว่า 6 เดือน )
4.
สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาบัตรประชาชน
5.
สำเนาทะเบียนสมรส (กรณีที่แต่งงานแล้วต้องใช้ )
6.
ใบรับรองการทำงานจากบริษัทที่ท่านทำงานอยู่ ( ภาษาอังกฤษ )สำเนาทะเบียนการค้าหรือสำเนาใบพาณิชย์ (กรณีเป็นเจ้าของ)
7.
สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ และ นามสกุล ( ถ้ามี )
8.
สำเนาสูติบัตร (สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี )
9.
เด็ก ขอหนังสือรับรองจากโรงเรียน ใช้ตัวจริง ( เป็นภาษาอังกฤษ )
10.
เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีจะต้องมีใบอนุญาติจากผู้ปกครองในกรณีเดินทางเอง ( บิดาหรือมารดา )อีกกรณีหากเด็กเดินทาง
 
ไปกับบิดาจะต้องมีใบรับรองจากมารดาหรือหากเด็กเดินทางกับมารดาจะต้องมีใบรับรองจากบิดา
11.
ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 70 ปี จะต้องมีใบรับรองแพทย์ และใบประกันสุขภาพ (จากบริษัทประกันภัย )
 
หมายเหตุ- ในการกรอกใบสมัครยื่นวีซ่าทางสถานฑูตต้องการให้กรอกเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้
 
ทั้งที่ทำงานและที่บ้านพร้อมที่อยู่ปัจจุบันที่สามารถติดต่อลูกค้าได้สะดวก
 
เวลาทำการของสถานฑูต
 
8.00 น. – 12.00 น.เปิดรับยื่นเอกสารขอวีซ่า และ รับเล่มพาสปอร์ต
 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 287 – 2680 ( ตั้งแต่เวลา 15.00 น. – 16.00 น. )

การจัดการศึกษาเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐแต่ละรัฐ ดังนั้นระบบการศึกษาในแต่ละรัฐจึงอาจมีมาตรฐานและกฎเกณฑ์แตกต่างกันไปบ้าง โดยทั่วไปจะแบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ คือ

1. อนุบาลศึกษา
2. ประถมศึกษา
3. มัธยมศึกษา
4. อุดมศึกษา
ปีการศึกษาในออสเตรเลียเริ่มจากปลายเดือนมกราคม ถึงต้นเดือนธันวาคม โดยจะเปิดรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในเดือนตุลาคมของทุกปี ปีการศึกษาของออสเตรเลีย ช่วยให้นักเรียนไทยมีโอกาสที่จะพัฒนาทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ด้วยการเรียนภาษาอังกฤษ 6 เดือน ก่อนที่จะเริ่มศึกษาในสิ่งที่ตัวเองต้องการ วิทยาลัยที่เปิดสอนภาษาอังกฤษจะเปิดรับสมัครนักเรียนหลายครั้งตลอดปี นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาหลายแห่งยังเปิดรับสมัครในช่วงกลางปีด้วย มีการรับนักเรียนเข้าเรียนในหลักสูตรการศึกษาด้านเทคนิคและวิชาชีพซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันไป

ระดับอนุบาล (Pre-School)

เริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 3 ขวบ ถึง 5 ขวบ เป็นการศึกษาไม่บังคับ เน้นการเตรียมเด็กให้มีพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญาและสังคม

ระดับประถมศึกษา (Primary School)

มีระยะเวลาศึกษา 6 ปี จาก Year 1 ถึงYear 6 วิชาที่สอนในระดับนี้ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ ดนตรี และสุขศึกษา โดยมีวิชาศีลธรรม และศาสนาเป็นวิชาเลือก ระดับประถมรัฐบาลออสเตรเลียยังไม่เปิดรับ โรงเรียนรัฐบาล เป็นโรงเรียนแบบ Day School คือไปเช้าเย็นกลับในขณะที่โรงเรียนเอกชนจะมีแบบโรงเรียนประจำ Boarding School (ประจำ) และไปกลับ

ระดับมัธยมศึกษา (Secondary School)

ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับมัธยม จะต้องมีผลสอบ AEAS พร้อมด้วยผลการศึกษา มีระยะเวลาศึกษา 6 ปี แบ่งเป็น มัธยมต้น (Junior Secondary) จาก Year 7 ถึง Year 10 เมื่อนักเรียน จบการศึกษาในระดับนี้แล้วก็สามารถออกไปสู่ตลาดแรงงาน ทำงานหรือฝึกงานใน โรงงานอุตสาหกรรม หรือกิจการในภาคธุรกิจเอกชนต่าง ๆ หรืออาจศึกษาต่อหลักสูตรระยะสั้นใน TAFE ได้

มัธยมปลาย (Senior Secondary)
คือ Year 11 และ 12 เป็นการศึกษา เพื่อเตรียมเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา วิชาในระดับมัธยมปลาย ประกอบด้วย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วรรณคดีอังกฤษ เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ กฎหมาย คอมพิวเตอร์ การสื่อสาร เป็นต้น โดยทั่วไปนักเรียนจะเลือกเรียนสี่หรือ ห้าวิชาหลัก ซึ่งเป็นวิชาที่สัมพันธ์กับสาขาวิชาในระดับ อุดมศึกษา และเลือกอีกหนึ่งหรือสองวิชาเป็นวิชาเลือก นักเรียนเมื่อจบการศึกษาระดับนี้แล้ว จะได้รับประกาศนียบัตรมัธยมศึกษา (High School Certific การศึกษาภาคบังคับเริ่มตั้งแต่ประถมปีที่ 1 ถึงปีที่ 10 (Year 1 - 10) หรือ ระหว่างอายุ 6 - 15 ปี แต่นักเรียนส่วนใหญ่จะเรียนต่อ Year 11, 12 เพื่อเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัยเทคนิค และการศึกษาต่อเนื่อง (Technical and Further Education) ซึ่งเรียกโดยย่อว่า TAFE ผลการเรียนในระดับ Year 11, 12 นี้มีความสำคัญมากต่อการเลือกอันดับมหาวิทยาลัยและสาขาวิชา เนื่องจากไม่มีระบบการสอบเข้าที่เรียกว่า Entrance Examination

ระดับอุดมศึกษา (Tertiary Education)

มหาวิทยาลัยเป็นของรัฐบาลทั้งหมด ยกเว้น Bond University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัย เอกชนเพียงแห่งเดียวในออสเตรเลียโดยทั่วไปหลักสูตรปริญญาตรี ใช้ในระยะเวลา ศึกษา 3 ปี บางสาขาอาจใช้เวลาการศึกษามากกว่านั้นสำหรับผู้ที่ต้องการได้ปริญญา เกียรตินิยม ต้องเพิ่มระยะเวลาเรียนอีก 1 ปี ปีการศึกษาจะเริ่มตั้งแต่ก.พ.-ธ.ค. โดยทั่วไปการเปิดเรียนของรัฐต่าง ๆ จะแตกต่างกัน บางรัฐจะแบ่งภาคการศึกษาเป็น 3 ภาค และบางรัฐจะแบ่งเป็น 4 ภาค โดยทั่วไป หากนักเรียนไทยมีคะแนนมีคะแนนภาษาอังกฤษดี มีผลสอบ IELTS (5.5) หรือ TOEFL (500) และผลการเรียนดีก็สามารถต่อชั้นได้เลย เป็นการศึกษาวิชาเพื่อประกอบอาชีพในสาขาต่าง ๆ โดยมีระยะเวลาศึกษา 2 ปี ขั้นไปตามลำดับ จนถึงการศึกษาขั้นปริญญาเอกในมหาวิทยาลัย ผู้ที่สำเร็จการศึกษา ในระดับนี้จะได้รับวุฒิต่าง ๆ กันดังนี้

อนุปริญญา (Diploma)

มีหลักสูตร 2 ปี ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาที่มีผลการเรียนดีอาจสมัครเข้าศึกษาในชั้นปีที่ 2 ของปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยได้ปริญญาตรี(Bachelor's Degree) หลักสูตรปริญญาตรีทางมนุษยศาสตร์โดยทั่วไป จะมีระยะเวลา 3 ปี ปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ จะมีระยะเวลาศึกษา 4 ปี หลักสูตรทันตแพทย์ หรือสัตวแพทย์ จะมีระยะเวลาศึกษา 5 ปี และถ้าเป็นหลักสูตรแพทยศาสตร์ จะใช้เวลาศึกษา 6 ปี

ประกาศนียบัตรชั้นสูง หรืออนุปริญญาโท (Post Graduate Diplomas or Graduate Diplomas)

มีระยะเวลาศึกษา 1 ปี หลังปริญญาตรี ส่วนมากจะเป็นหลักสูตรเพื่อเตรียมผู้เข้าศึกษาที่มีพื้นฐานในระดับปริญญาตรีที่ต่างสาขา ก่อนเข้าศึกษาในหลักสูตรปริญญาโทตามปกติ

ปริญญาโท (Master's Degree)

มีระยะเวลาศึกษา 1 - 2 ปี แล้วแต่สาขา และสถาบันการศึกษาที่จัด โครงการศึกษาระดับปริญญาโทของออสเตรเลียมี 2 แบบ คือ
1. Master Degree By Research ไม่มีชั้นเรียนมีแต่การวิจัย
2. การเสนอผลการวิจัย และการสอบ Comprehensive Exam

ระบบการเรียนปริญญาโท มี 3 ลักษณะ คือ
1. Cousework เป็นการเรียนแบบเข้าฟังคำบรรยาย
2. Thesis เป็นการเรียนแบบเขียนวิทยานิพนธ์
3. Cousework & Thesis เป็นการเรียนผสมระหว่างการเข้าฟังคำบรรยาย และการเขียนวิทยานิพนธ์
เฉพาะ MBA รับผู้เรียนจบปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ แต่จะต้องมีประสบการณ์ การทำงาน 1-2 ปี ในกรณีที่จบปริญญาตรีมาสาขาหนึ่งและต้องการ เรียน โท อีกสาขาหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยอาจให้ทดลองเรียน 1 ปีก่อน ซึ่งเรียกว่า Master Qualifying ต้องมีผลสอบเป็นที่น่าพอใจจึงจะสามารถเรียนต่อโทได้

ปริญญาเอก (Doctoral Degree)
มีระยะเวลาศึกษาประมาณ 3-5 ปี เป็นหลักสูตร Cousework เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนระดับปริญญาเอกนี้ด้วยแต่ยังเป็นส่วนน้อย ผู้เรียนระดับปริญญาเอกควรมีพื้นฐานการทำวิจัยในระดับปริญญาโทมาก่อนแล้วแต่ความสามารถของนักเรียนแต่ละคน ทั้งนี้ เพราะการศึกษาขึ้นปริญญาเอกของออสเตรเลียเป็นโครงการวิจัน (By Research) เพียงประการเดียว

ที่พักอาศัย
หอพักของสถาบันและหอพักนักเรียนประจำ (Residential College & Boarding School)
หอพักสำหรับนักเรียนประจำ จะมีเฉพาะในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งจะมีบริการ อาหารครบทั้ง 3 มื้อ และจะต้องพักอาศัยอยู่ร่วมกับนักเรียน คนอื่น ๆ หอพัก นักศึกษามักจะเรียกว่า Halls of Residence หรือ Residential College มีห้องเป็นสัดส่วน พร้อมทั้งเฟอร์นิเจอร์บางอย่าง เช่น เตียง โต๊ะเขียน หนังสือ ตู้เสื้อผ้า แต่ต้องใช้ห้องน้ำร่วมกับคนอื่น ๆ

ที่พักชั่วคราว (Hostel)
ทั่วประเทศออสเตรเลียมีที่พักชั่วคราวให้เลือกทั้งแบบห้องเดี่ยว ห้องคู่ หรือเป็นห้องพักรวม พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ได้แก่ ห้องครัว เครื่อง ซักผ้า และห้องดูทีวี รวมทั้งชากาแฟบริการ

ที่พักแบบเช่า (Rental Accommodation)
อาจเช่าเป็นบ้านทั้งหลัง หรืออพาร์ตเมนต์โดยทั่วไปจะมี 2 ประเภทคือ ที่พักแบบมีเฟอร์นิเจอร์พร้อมและที่พักแบบ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ในการเช่า จะต้องทำสัญญาประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี อย่างต่ำสุดคือ 1 เดือน โดยจะ ต้องจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือน ในการทำสัญญาเจ้าของต้องการ จดหมาย รับรองและเงินมัดจำ ซึ่งส่วนใหญ่จะเท่ากับค่าเช่า 1 เดือน

ที่พักแบบเช่าอยู่ร่วมกับผู้อื่น (Shared House Accommodation)
หมายถึงการเช่าที่พักร่วมกับผู้อื่น ซึ่งอาจเป็นเพื่อนคุณเอง หรือผู้อื่น ที่ติด ประกาศไว้อาจเป็นบ้าน หรืออพาร์ตเมนต์

การพักกับครอบครัวชาวออสเตรเลีย (Homestay Family)
เป็นรูปแบบการพักอาศัยระยะสั้น ถึงปานกลางที่นิยมมาก สำหรับนักเรียน ต่างชาติ เพราะสะดวกสบายปลอดภัย และได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษด้วย ราคาจะ อยู่ระหว่าง 170 - 200 เหรียญออสเตรเลียต่อสัปดาห์