Untitled Document
     


บันทึกนักเดินทาง



 

 
 

   
      

สแกนดิเนเวีย พระอาทิตย์เที่ยงคืน
 
          ในสมัยก่อนการที่จะเดินทางไปในที่ไกลๆ ยิ่งในต่างแดนแทบจะเรียกว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะขนาดแค่จะไปในจังหวัดใกล้ๆ ยังลำบากเลย แต่ปัจจุบันนี้แทบเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ! มียานอวกาศไปนอกโลก มีเรือดำน้ำ การจราจรทางอากาศ “เครื่องบิน” ยังสามารถไปได้ไกลขื้น และบรรทุกมนุษย์เราได้มากขึ้น มากขนาดไหนท่านลองทายดูสิ? บริษัทยักษ์ใหญ่ของยุโรป แอรับัสได้ทำสิ่งที่คนเราคิดว่าไม่สามารถทำได้ โดยผลิตเครื่องบิน A 380 ซึ่งสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ถึง 820 คน  และยังมีอีกหลายสิ่งที่เราคาดไม่ถึง ผมเองคงนำมาเล่าให้ท่านฟังไม่หมด จึงต้องขอไว้อีกในคราวต่อไป แต่ครั้งนี้คงพูดถึงดินแดนที่พระอาทิตย์เหนื่อยที่สุด เพราะพระอาทิตย์ที่นี่ไม่เคยหลับ ต้องส่องแสงทั้งวันทั้งคืน ทั้งที่ในประเทศอื่นๆ ยังคงมืดมิดในยามค่ำคืน เลยทำให้บุคคลสำคัญต้องไปยลโฉมซึ่งในอดีต พระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถในต่างประเทศคงหนีไม่พ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เคยเสด็จประพาสยุโรป เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีโดยวัตถุประสงค์เนื่องจากในแถบประเทศสยามมีประเทศมหาอำนาจคอยจ้องจะยึดประเทศให้เป็นอาณานิคม ท่านจึงประพาสหลากหลายประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย นอร์เวย์ ฯลฯ ซึ่งในครั้งนี้คงจะมาพูดถึงดินแดนนี้
          นอร์เวย์ ประเทศที่อยู่เหนือที่สุดในยุโรป หนึ่งในสามของประเทศอยู่เหนือเขตอาร์คติก ตั้งแต่เหนือจรดใต้มีแต่ภูเขา ทะเล แม่น้ำ มีประชากร 4.3 ล้านคน ซึ่งเมืองหลวงทุกท่านคงรู้จักกันดีในนาม “ออสโล”
          เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ผมมีโอกาสนำคณะทัวร์จากเมืองไทย ไปยังดินแดนอันลี้ลับ และพระอาทิตย์เที่ยงคืน โดยบุคคลผู้ที่ร่วมเดินทาง ปัจจุบันได้ล่วงลับไปแล้ว พร้อมสโลแกนว่า “เจ้าป้า” ท่านคือ เจ้ากอแก้ว ประกายกาวิล ซึ่งท่านเป็นคนที่ผมรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ถือตัว และน่ารักมาก ได้ให้ความเป็นกันเอง จนบัดนี้ผมก็ยังจำได้ว่าการเดินทางครั้งนั้นสนุกมาก โดยเราเริ่มจากลงเครื่องบินที่สนามบินเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งยังเป็นสนามบินที่เล็กเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ แต่ก็เพียงพอเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร อากาศที่นี่ยังคงความหนาวเย็นอยู่เฉลี่ยแล้ว 10-12 องศา ในเดือน สิงหาคม ซึ่งในเมืองไทยคงประมาณ 30 องศา แล้วก็ต่อเครื่องบินไปยังเมืองอิวาโล่ โดยคณะรอผมอยู่ที่เฮลซิงกิ เพราะต้องประชุมก่อนที่ประเทศสวีเดน โดยเมื่อถึงอิวาโล่ มีความรู้สึกเหมือนอยู่ดินแดนแห่งธรรมชาติ เพราะไม่มีตึกใหญ่โต ไม่รถราที่ควักไคว่ ที่สำคัญไม่ค่อยมีคน เราก็นั่งรถโค้ชคันใหญ่โต เพื่อเดินทางต่อไปยังเมือง นอร์ธเคป ซึ่งเป็นสถานที่ของเสด็จพ่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสและลงนามพระปรมาภิไธยย่อ ภปร  จนปัจจุบันนี้ยังคงอยู่เลย ซึ่งการเดินทางไปมีทั้งทางรถและเครื่องบิน แต่สนามบินจะเล็กมาก เราเลือกทางรถเพราะจะได้ชมวิวสองข้างทางด้วย อากาศที่นี่ค่อนข้างหนาวเย็นกว่าเฮลซิงกิ เพราะตอนเหนือมากกว่า เราเดินทางไป แวะถ่ายรูปไปซึ่งวิวทิวทัศน์เป็นธรรมชาติแบบสุดๆ ผมว่าอากาศที่สูดเข้าไปในปอดมันสูดได้อย่างเต็มที่ ไม่เหมือนที่กรุงเทพฯ ที่สูดลมหายใจแล้วอยากสูดสักครึ่งเดียว ผ่านไปเวลานานพอสมควรเราก็มาถึงเมืองฮอนนิ่งสแว็ค ซึ่งเป็นประตูสู่นอร์ธเคป โรงแรมก็มีให้พักแต่น้อยมาก ช่วงที่ไปต้องเดินทางไปพักที่เมืองอื่น ทำให้หลังจากชมพระอาทิตย์เที่ยงคืน หรือพระอาทิตย์ไม่เคยหลับ คณะของเราก็ไม่เคยหลับด้วยเช่นกัน เพราะถึงโรงแรมก็เกือบเช้าแล้ว แต่ก็ยังประทับใจไม่รู้เลือน เพราะในต่างแดนแถมยังเป็นดินแดนตอนเหนือเกือบขั้วโลก ยังมีพิพิธภัณฑ์รัชกาลที่ 5 ดูแล้วอดภาคภูมิใจกับคนไทยทั้งประเทศไม่ได้ เพราะเดินทางมาก็มากยังไม่เคยเจอที่ไหน ยกเว้นที่นี่ เราก็เดินชมแถมถ่ายรูปกับลูกโลก ซึ่งใครมานอร์ธเคป แล้วไม่ถ่ายรูปถือว่ามาไม่ถึง แถมคืนนี้มีบรรยากาศอันแสนโรแมนติค จิบแชมเปญซ่าๆ กลั่วคอกับไข่ปลาคาร์เวีย พอประมาณ เที่ยงคืนม่านได้เปิดออกให้ได้รับเช้าวันใหม่ ซึ่งเที่ยงคืนที่บ้านเราคงมืดติดตือ แต่ที่นี่ยังกับ 5 โมงเย็น แม้มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ ได้เวลาพอสมควรเราเดินทางกลับที่พัก เพราะพรุ่งต้องเดินทางกลับเฮลซิงกิ เพื่อไปลงเรือสำราญ ซิลเลียไลน์ เดินทางไปสต๊อคโฮม สวีเดิน ดินแดนแห่งความรุ่งเรือง และงดงาม ต้นกำเนิดรางวัลโนเบล ผมว่าเล่ายังไงมันก็ไม่ถึงแก่นสารของความรู้สึกเหมือนได้ไปสัมผัสด้วยตนเอง มันตอบไม่ได้นะว่าการเดินทางเพื่ออะไร แต่อย่างน้อยที่สุดท่านได้หยุดคิดในบางสิ่งบางอย่างที่รบกวนสมองของเรา และเติมพลัง เติมปุยให้ต้นไม้ของท่านหลังจากที่มันไม่ได้รดน้ำพรวนดินมานาน

 
***เฟิร์สท เวิล์ด ทัวร์ ทางเลือกใหม่ให้สัมผัสโลก***